Sonic The Hedgehog ผลลัพธ์ของการฟังเสียงผู้ชมที่ออกมาดี


SONIC

Sonic The Hedgehog เป็นภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากเกมที่ ‘ร้อนแรง’ ตั้งแต่ปล่อยตัวอย่างแรกออกมาเมื่อต้นปี 2019  ดูหนังออนไลน์ไทย  และถูกแฟนๆ โจมตีอย่างหนัก เมื่อทีมผู้สร้างภาพยนตร์เจ้าเม่นสีฟ้าผู้มีฝีเท้าอันรวดเร็วให้มีขนฟูเหมือนสิ่งมีชีวิตจริงๆ

จนผู้กำกับ เจฟฟ์ ฟาวเลอร์ ต้องออกมาทวีตว่าเขาได้อ่านข้อความจากแฟนๆ และได้รับรู้ถึงความไม่พอใจกับรูปลักษณ์ที่ออกมา และตัดสินใจเลื่อนการฉายภาพยนตร์ออกไปเพื่อแก้ไขดีไซน์ใหม่ให้ออกมาดีที่สุด

ต้องบอกว่านี่คือการตัดสินใจที่ถูกต้องและคุ้มค่าที่สุด เพราะหลังจากที่ Sonic The Hedgehog เวอร์ชันปรับปรุงใหม่เข้าฉาย ก็สามารถทำรายได้เปิดตัวสัปดาห์แรกในสหรัฐอเมริกาสูงถึง 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมทั้งคำวิจารณ์ที่เป็นไปในทางบวก โดยผู้ชมจากเว็บไซต์ Rotten Tomatoes ได้ให้คะแนนสูงถึง 94%

และในฐานะแฟนคลับคนหนึ่งที่มีความทรงจำวัยเด็กสนุกสนานกับเจ้าเม่นสีฟ้าตัวนี้อยู่บ้าง ก็พอจะช่วยยืนยันได้ว่า Sonic The Hedgehog เรื่องนี้ไม่ทำให้เราผิดหวังจริงๆ

เรื่องราว เริ่มต้นขึ้นเมื่อ โซนิค (เบน ชวาร์ตซ์) ได้เดินทางข้ามจักรวาลมาอาศัยอยู่ในโลกมนุษย์เพื่อหลบหนีการตามล่า แต่ด้วยความเร็วระดับสายฟ้าแลบของโซนิคดันไปทำให้ไฟฟ้าทั้งเมืองดับโดยไม่ตั้งใจ จึงเป็นเหตุให้รัฐบาลทุ่มกำลังออกตามล่าเพื่อจับกุม นำโดย ดร.โรบอทนิค (จิม แคร์รีย์) นักวิทยาศาสตร์จอมเพี้ยนที่มาเข้าร่วมการจับกุมเพื่อหวังจะเอาพลังของโซนิคมายึดครองโลก

ในขณะที่โซนิคกำลังหลบหนีอยู่นั้น เขาก็ได้พบกับ ทอม (เจมส์ มาร์สเดน) นายอำเภอของเมืองเล็กๆ ที่กำลังจะโยกย้ายตัวเองไปทำงานในเมืองใหญ่อย่างซานฟรานซิสโก และกลายเป็นพันธมิตรผนึกกำลังกับโซนิคเพื่อปกป้องโลกจากดร.โรบอทนิคให้ได้

มีพล็อตเรื่องเรียบง่ายที่ไม่มีจุดเซอร์ไพรส์หรือคอนฟลิกต์หนักๆ มากนัก เพราะฉะนั้นตัวชูเรื่องทั้งหมดจึงอยู่ที่เสน่ห์และความน่ารักของโซนิคที่ถ้ายังเป็นดีไซน์แบบเดิมก็อาจจะสมจริง แต่เห็นแล้วไม่อยากกอด ความรู้สึกในการดูจะพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือทันที

รวมทั้งการแสดงของ จิม แคร์รีย์ ในบทดร.โรบอทนิค ตัวละครที่มีความเพี้ยนขั้นสุด แต่ก็ยังคงความร้ายกาจเอาไว้ได้ดี ทำให้เราสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของ ลอยด์ คริสต์มาส ใน Dumb and Dumber (1994) ที่กลายเป็นอีกหนึ่งภาพจำให้กับแคร์รีย์ขึ้นมา ก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ช่วยผสมผสานกับความน่ารักของโซนิคได้เป็นอย่างดี

นอกเหนือจากเนื้อเรื่องที่เรียบง่าย ความสนุกสนาน และฉากต่างๆ ที่มาเอาใจแฟนโดยเฉพาะ Sonic The Hedgehog ยังมีประเด็นสำคัญที่อยากจะบอกผู้ชมสอดแทรกอยู่ในเนื้อเรื่อง คือความสำคัญของการใช้เวลาเพื่อทำความเข้าใจคนคนหนึ่ง

เราทุกคนล้วนมีมุมที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นนิสัย ความชอบ ความเก่งกาจ รวมถึงรูปลักษณ์ภายนอก ซึ่งมักจะกลายเป็นสิ่งแรกที่ทำให้เรารู้สึกหรือตัดสินคนคนนั้นขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เริ่มใช้เวลาทำความรู้จักกันให้มากเสียก่อน

เหมือนความสัมพันธ์ของโซนิคและทอมที่ในช่วงแรกทอมถูกสถานการณ์บังคับให้ช่วยเหลือโซนิค จนทำให้เขามองว่าเจ้าเม่นประหลาดตัวนี้คือ ‘ภาระ’ แต่เมื่อทั้งคู่ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น ทอมก็ค่อยๆ ยอมรับโซนิคในฐานะ ‘เพื่อน’ คนหนึ่ง และเสี่ยงชีวิตให้ความช่วยเหลือโดยปราศจากซึ่งความรู้สึกถูกบังคับ

ผิดกับดร.โรบอทนิคที่แม้ตัวเองจะมีสมองที่ฉลาดล้ำ แต่เขากลับตัดสินคนอื่นจากภายนอก พร้อมกับความเชื่อที่ว่าตัวเองนั้นสูงใหญ่กว่าใครบนโลกใบนี้

ทอมและโซนิคจึงเป็นแบบอย่างที่ทำให้เราได้เห็นความสำคัญของการใช้เวลาเพื่อทำความเข้าใจคนคนหนึ่ง เพราะหากเราสามารถก้าวข้ามความแตกต่างภายนอกเหล่านี้ไปได้ และค่อยๆ ทำความรู้จักจากข้างในของคนคนนั้น เราอาจจะได้พบเจอกับ ‘เพื่อน’ ที่ดีเพิ่มมาอีกคนหนึ่ง โดยไม่ต้องสนใจว่าคนนั้นจะแตกต่างหรือเป็นสัตว์ประหลาดจากมิติใดก็ตาม

สุดท้ายนี้เราขอเตือนว่าภาพยนตร์เรื่องนี้มีเซอร์ไพรส์ที่ End Credit ซึ่งขอรับประกันว่าแฟนเกมโซนิคทั้งหลายต้องกรี๊ดลั่นโรงอย่างแน่นอน

หลังจากตัวอย่างแรก ฉบับ Live Action ถูกปล่อยออกมาแล้วโดนประชาชนทั่วโลกวิจารณ์ยับถึง CGI รูปร่างหน้าตาของเจ้าเม่นสายฟ้าที่แตกต่างจากในวิดีโอเกมอย่างรับไม่ได้ ผู้กำกับและทีมสร้างก็ได้เลื่อนกำหนดการฉายออกไป เพื่อขอเวลาทำ CGI ใหม่ตามคอมเมนต์ของชาวเน็ต จนออกมาเป็น ฉบับ final ในแบบที่เรากำลังจะได้ชมกันนี้

รูปลักษณ์ของ Sonic ออกมาโอเคขึ้นมาก แต่ CGI ก็ยังมีลอย ๆ อยู่มาก ไม่ได้เนียน แต่รวม ๆ ก็โอเค ไม่ได้แย่ และด้วยเนื้อเรื่องมีสาระ เนื้อหาเป็นมิตรต่อทุเพศทุกวัย และการดำเนินเรื่องที่เรื่อย ๆ เพลิน ๆ สอดแทรกมุกตลกและ easter eggs ตลอด ภาพรวมของหนังจึงไม่น่าเบื่อ และดูเพื่อความบันเทิงได้

ในหนัง Sonic (Ben Schwartz จาก Park and Recreation) จำต้องหลบหนีจากบ้านมาเพราะมีคนร้ายต้องการเอาพลังของเขาไปใช้ และเขาก็มาโผล่ที่ กรีนฮิลล์ มอนทาน่า ซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ และได้พบกับนายอำเภอ Tom Wachowski (James Marsden จาก X-Men) กับ Maddie ภรรยาผู้แสนดีของเขา (Tika Sumpter จาก Ride Along) ที่ต่อมาจับพลัดจับผลูต้องมาช่วยเขาจากการไล่ล่าของ Dr Robotnik (Jim Carrey จาก The Mask) ซึ่งต้องการพลังของ Sonic ไปใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีของเขา (ด้วยภาษีประชาชน)

เสน่ห์ของหนังคือไดอะล็อกที่สอดแทรก pop culture ทั้งหนังและเพลงดังในยุค 90 ถึงปัจจุบัน ที่ใครเกิดทันหรืออยู่ในแวดวงจะต้องกรี๊ดกร๊าดชอบใจ ไม่ว่าจะเป็น หนังเรื่อง Speed, เพลง Don’t Stop Me Now ของวง Queen (ที่มีคำว่า Supersonic), การ์ตูน The Flash, จนถึงความละม้ายคล้ายหนังฮีโร่ดัง เช่น The Flash, Dr. Strange, X-Men ฯลฯ

ประกอบกับเจ้า Sonic ก็มีคาแรกเตอร์ที่น่ารัก และยังมีความเป็นเด็กน้อยจอมซนที่คนดูจะหลงรักได้ไม่ยาก (เหมือนซูเปอร์ฮีโร่ Marvel หลายตัวรวมกันกับ Deadpool)

Carrey ก็เล่นใหญ่รัชดาลัยเรียกพี่อย่างมาก บทของเค้าโคตรจะเป็นด็อกเตอร์สติเฟื่อง มีความ supremacist และเหยียดเก่ง มีความร้ายและล้นเหมือนคาแรกเตอร์ตัวร้ายในเกมหรือการ์ตูนผสม Hitler อย่างไรอย่างนั้น แต่เขาก็เล่นได้ดี ตลกจริง ไม่น่ารำคาญ และไม่เลวร้ายอย่างที่ Hugh Jackman เคยทำไว้ในบทตัวร้ายของหนังเรื่อง Pan

ในส่วนของเนื้อเรื่อง  ก็เล่าง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน ไม่ได้ลงประเด็นใหม่อะไร หลัก ๆ ก็เรื่องครอบครัวและมิตรภาพ

เอาจริงก็มีช่องโหว่เยอะ เช่น พระเอกถูกหมายหัวโดยรัฐบาลและออกสื่อโครมครามว่าเป็น terrorist แต่ก็ดูยังไปไหนมาไหนได้ชิลล์ ๆ อยู่ แต่ก็นั่นแหละ ดูเอาเบาสมอง ไม่คิดเยอะ ฉากไล่ล่าระหว่าง road trip ก็สนุกอยู่ ลูกเล่นเยอะ

โดยสรุป Sonic The Hedgehog ก็ตอบโจทย์ความบันเทิงได้อยู่ ไม่ต้องใช้สมองมาก เพลิน ๆ เบาสมอง ดูได้ทุกวัย ไม่ใช่แฟนเกมก็ดูได้ หรือเป็นแฟนเกมก็ดูดี

+ There are no comments

Add yours