อยากตัวหอม แต่กลัวแพ้น้ำหอม


น้ำหอม คือ สารละลายหอมระเหย ของน้ำมันที่สกัดมาจากดอกไม้ในธรรมชาติ หรือสารธรรมชาติอื่นๆ หรือกลิ่นที่สังเคราะห์ขึ้น ในสารละลายแอลกอฮอล์ ซึ่งต้นกำเนิดของน้ำหอมเริ่มต้นเมื่อ 4,000 ปีก่อน โดยชาวเมโสโปเตเมีย เปอร์เซียและอียิปต์ ผู้คนจะใช้กลิ่นหอมในโอกาสต่างๆ ตั้งแต่พิธีกรรมทางศาสนา การเตรียมฝังศพ จนถึงการนำมาพรมกายให้หอม

โดยชาวอียิปต์เชื่อว่าน้ำหอมคือเหงื่อของเทพแห่งดวงอาทิตย์ และถือว่าน้ำหอมคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นอกจากนี้ ชาวอียิปต์ยังนับถือเทพเจ้าแห่งน้ำหอมนามว่า เนเฟอร์ตุม ซึ่งมีสัญลักษณ์คือเครื่องประดับศีรษะที่ทำจากดอกวอเตอร์ลิลลี่ ซึ่งดอกไม้ชนิดนี้ได้กลายมาเป็นส่วนผสมในการทำน้ำหอมที่นิยมกันมากในปัจจุบัน

การให้กลิ่น สารละลายหอมระเหย ของน้ำหอมในปัจจุบัน มักจะผสมหัวน้ำหอมชนิดต่างๆ ดังนี้
Top note หรือ Head note เป็นกลิ่นของหัวน้ำหอมที่ระเหยออกมาตัวแรกสุด เพราะมีโมเลกุลขนาดเล็กทำให้กลิ่นระเหยได้ง่าย จะมีกลิ่นหลังจากฉีดแล้ว 10-20 นาที ส่วนมากใช้ส่วนผสมจากมะนาว ส้ม ดอกลาเวนเดอร์ ตะไคร้ มะกรูด
Middle note หรือ heart note เป็นกลิ่นของน้ำหอมตัวหลักของน้ำหอมกลิ่นนั้น จะมีกลิ่นที่กลมกลืนไปกับ base note จะมีกลิ่นติดทนหลังจากฉีด 3-6 ชั่วโมง ส่วนมากจะใช้ส่วนผสมจากดอกไม้ต่างๆ ผลไม้ สมุนไพรและเครื่องเทศที่ให้กลิ่นหอม
Base note เป็นกลิ่นน้ำหอม ที่ออกมาหลัง Middle note ให้ความติดทนอาจอยู่นานถึง 24 ชั่วโมงเพราะเป็นโมเลกุลใหญ่ แต่กลิ่นเจือจางอ่อนๆ ส่วนมากใช้ส่วนผสมของเปลือกไม้ วนิลา มัสค์ แอมเบอร์กริสหรืออำพันทะเล หรืออีกชื่อที่รู้จักกันดีก็คืออ้วกวาฬ ซึ่งหายากและมีราคาแพงมาก
Bridge เป็นกลิ่นสุดท้ายของผู้ฉีดผสานกับกลิ่นของหัวน้ำหอมที่เจือจาง ออกมาจึงเป็นกลิ่นเฉพาะตัวของผู้ฉีดเอง
แล้วทำไมน้ำหอมถึงมีราคาแพง
รู้หรือไม่ว่า น้ำหอมกลิ่น Gabrielle Chanel ของ Chanel มีส่วนผสมหายากคือ ดอกซ่อนกลิ่น (Tuberose Absolute) ซึ่งการจะสกัดหัวน้ำหอม 1 กิโลกรัมนั้นจะต้องใช้ดอกซ่อนกลิ่นถึง 6,000 กิโลกรัม ดังนั้น กว่าจะมาเป็นน้ำหอมพร้อมจำหน่ายสักขวดนั้น ผู้ผลิตหลายรายต้องลงทุนลงแรงเตรียมการผลิตล่วงหน้าอยู่นานหลายปี

ส่วนผสมของน้ำหอมที่มีราคาแพง
จัสมิน( Jasmine) หรือหัวน้ำหอมจากดอกมะลิ ที่เป็นส่วนผสมหลักในน้ำหอมหลายแบรนด์
บัลแกเรียน โรส (Bulgarian Rose) หรือหัวน้ำหอมจากกุหลาบบัลแกเรีย ที่มีความหอมเป็นเอกลักษณ์ และหอมมากกว่ากุหลาบพันธุ์ใดๆ
อู๊ด (Oud) หรือไม้กฤษณา พรรณไม้ในสกุลนี้ปกติมีเนื้อไม้สีขาว เมื่อเกิดบาดแผล ต้นไม้จะหลั่งสารเคมีออกมาเพื่อรักษาบาดแผลนั้น แต่สารเคมีจะขยายวงกว้างออกไปอีก ก่อให้เกิดเนื้อไม้ซึ่งมีสีดำ กลิ่นหอม เรียกว่า “กฤษณา”
มัสค์ (Musk) เมื่อก่อนนั้น มัสค์ที่มาจากธรรมชาติต้องสกัดมาจากต่อมเพศของกวางมัสค์ตัวผู้ที่พบได้ในแถบที่ราบสูงของประเทศทิเบต ซึ่งได้สร้างความเจ็บปวดทารุณต่อกวางมัสค์อย่างมาก ปัจจุบันมีกลิ่นไวท์มัสค์เป็นกลิ่นที่สร้างขึ้นมาเลียนแบบกลิ่นของ มัสค์ (Musk) ธรรมชาติ
ออริส (Orris) สารสกัดรากต้นออร์ริส (Iris pallida) ปลูกกันมากที่อิตาลี นอกเมือง Florence กลิ่นหอมของออริสได้รับความชื่นชอบจาก Catherine de Medici ในศตวรรษที่ 16 ส่วนการเก็บเกี่ยวลำต้นใต้ดินหรือรากใช้เวลาประมาณ 2 ปี ก่อนสกัดน้ำมันจากรากด้วยการกลั่นไอน้ำ
แอมเบอร์กริส (Ambergris) หรืออำพันทะเล หรือ อำพันขี้ปลาเป็นผลิตผลที่มาจากการสำรอกหรือการขับถ่ายของวาฬหัวทุย มีลักษณะเป็นของแข็งซึ่งเป็นก้อนไขมันมีหลายเฉดสีตั้งแต่สีเทาหรือสีดำ ไปจนถึงสีโทนอ่อนอย่างสีส้มหรือสีขาวคล้ายหินอ่อน ที่พบเฉพาะในลำไส้ของวาฬ ซึ่งให้กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ อ่านเพิ่มเติม

+ There are no comments

Add yours