เรื่องจริงของ วิเชียร ในหนังเรื่อง เด็กหอ ที่แฝงเรื่องหน้ากลัว

คาดว่าหลายคนคงได้ดูหนัง เรื่อง เด็กหอ กันแล้ว

แต่มีกี่คนที่จะรู้จัก”วิเชียร”มากกว่าตัวละครตัวหนึ่งในหนัง

ก่อน อื่น ต้องขอบอกว่าหนังเรื่องนี้มีเค้าโครงจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในอัสสัมชัญ ศรีราชาตัวละครที่ชื่อวิเชียรนั้นก็เทียบได้กับเด็กที่ประสบอุบัติเหตุในขณะ เรียนอยู่ที่อัสสัมชัญ ซึ่งเด็กคนนั้นก็ชื่อวิเชียรเหมือนกัน ทาง ผกก. คงอยากหยิบยกเรื่องราวของวิเชียรมาถ่ายทอดในอีกแง่มุมหนึ่งที่ไม่ใช่ความน่า กลัว

ต่อไปผมจะพูดถึงเรื่องของวิเชียรในอัสสัมชัญนะ ในสมัยก่อนนานแล้วทางโรงเรียนมีการสร้างบ่อน้ำขนาดใหญ่ขนาดเกือบเท่าสนาม ฟุตบอลไว้ให้นักเรียนได้ใช้หัดว่ายน้ำ ตกปลา ฯลฯ กลุ่มของวิเชียรก็ได้ใช้บ่อน้ำนั้นหัดว่ายน้ำด้วย ขณะที่เล่นอยู่วิเชียรเกิดเป็นตะคริว ทำให้จมน้ำ พยายามร้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อน แต่ก็นึกว่าเป็นเพียงการแกล้งของวิเชียร จึงไม่สนใจ แล้วพากันกลับหอ ฝ่ายวิเชียรเมื่อสิ้นแรงก็ค่อยจมดิ่งลงสู่ก้นสระพร้อมกับสติสัมปชัญญะที่ ค่อยๆเลือนลางลงทุกที ไม่นานนักวิเชียรก็จากโลกนี้ไป วันรุ่งขึ้นก็มีคนมาพบศพของวิเชียร แล้วก็มีการทำพิธีต่างๆเพื่อเชิญวิญญาณ แต่หลายคนบอกว่าวิเชียรยังไม่ไปไหน ยังคงรอความช่วยเหลืออยู่ที่ก้นสระนั้นเอง

จากนั้นมา บ่อน้ำนั้นก็ไม่มีคนไหนกล้าลงไปเล่นอีกเลย และบ่อน้ำนั้นก็ได้รับการขนานนามว่า “บ่อวิเชียร” ซึ่งเด็กอัสสัมฯเก่าคงรู้ดี ความน่าสะพรึงกลัวของบ่อวิเชียรนี้มีเรื่องเล่าจากหลากหลายผู้คนซึ่งประสบ ด้วยตนเอง มีเรื่องเล่าว่า

วันลอยกระทงเด็กทั้ง โรงเรียนเป็นร้อยๆ ไปลอยกระทงที่นั่นกันไม่เคยกลัว แต่ที่ยังกลัวก็คือว่า มีคืนนึงเหมือนมีใครเอาความสว่างกับเสียงจอแจของเด็กตึกเทโอฟานไปซ่อนที่ไหน ไม่รู้ รู้แต่ว่าเสียงร้องเพลงเชียร์บนรถก็ยิ่งดังขึ้นเพื่อกลบความกลัวให้มิด แต่ใครไม่รู้ดันร้อง เฮ้ย..เฮ้ย ทุกคนเลยหยุดร้องแล้วหันตามไปดู บ่อวิเชียรที่เวิ้งว้าง ดำมืด มีเด็กใส่ชุดนักเรียนยืนกวักมืออยู่กลางบึงน้ำ ทุกคนแหกปากกันระงม กระโดดไปรวมกันตรงกระจกข้างหลังคนขับ มาสเตอร์รีบขับผ่านตรงนั้นไปอย่างรวดเร็ว พอถึงตึกท้ายโรงเรียนทุกคนรีบวิ่งกันไปรวมกับเด็กหออื่น น้องบางคนร้องไห้ รุ่นพี่ที่เป็นกระเทยแหกปากร้องไห้ใหญ่เลย ปวดฉี่ก็ไม่กล้าไปห้องน้ำ มาสเตอร์เดินมาบอกว่าไม่มีอะไรหรอกน่า คิดในใจว่า รู้ได้ไงว่ามีอะไรไม่มีอะไร แล้วรีบขับทำไม บางคนคิดว่าเด็กตึกเทโอฟานแกล้ง แต่บึงมันลึกท่วมหัว ใครจะไปยืนกวักมือบนผิวน้ำได้ มันลงทุนเกินเด็กแล้ว หลังจากกนั้นมาสเตอร์ไม่ขับผ่านไปทางนั้นอีกเลย หากวันนั้นมีใครบนรถตกใจตาย ปีต่อไปคงเปลี่ยนคนกวักเป็นแน่

แล้วยังมีเรื่องเล่า อีกว่า ทุกๆคืน ยิ่งเป็นคืนที่ท้องฟ้าไม่มีแสงจันทร์แล้วล่ะก็ คนที่ผ่านบ่อวิเชียรจะเห็นเด็กคนนึง ร่างกายเปียกชุ่มยืนอยู่กลางน้ำ กวักมือเรียกให้ลงไปในน้ำ มีบางคนจิตไม่แข็งพอ ตกอยู่ในภวังค์เดินตามลง แล้วก็ปรากฏมีเด็กตายเพิ่มขึ้นอีกในเวลาต่อมา จนทางโรงเรียนต้องทำศาลและเชิญวิญญาณให้มาอยู่ในศาลนั้น ไม่ถึงสิบปีจากนั้นก็มีข่าวว่ามีนักเรียนจมน้ำตายในสระน้ำที่อยู่หน้าบ่อ วิเชียรนั้นนั่นแหละ แล้วก็มีเด็กจมน้ำอีก ดีที่มาสเตอร์เห็นอะไรดำๆก้นสระเลยรีบกระโดดลงไปดู แล้วช่วยไว้ได้ ไม่ได้เล่าเพื่อให้เกลียดกลัวที่นั่นนะ แต่ผมว่า แต่ละที่ก็มีเนื้อหาในกาลเวลาของมัน ผมว่าวิเชียรคงไปเกิดนานแล้ว (มีแต่เด็กที่เป็นตัวตายตัวแทนนั่นแหละที่จ้องเอาชีวิตคุณอยู่ หุหุ)

แต่ ต่อมาในสมัยท่านอธิการวิจารณ์  ท่านได้ส่งเสริมความสำคัญของบ่อน้ำนี้ขึ้นมา โดยนำพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำมาปล่อยในสระ เด็กนักเรียนก็เฮโลกานหญ่าย มีงานอดิเรกเป็นการตกปลา ช้อนกุ้งกัน ตอนนั้นรู้สึกว่าตอนนั้นเด็กอัสสัมจามีอาหารเสริมเป็นมาม่าต้มยำกุ้ง โดยใช้กุ้งจากบ่อวิเชียรนั่นแหละ  หลังจากนั้นอาถรรพ์ของบ่อวิเชียรจึงเริ่มเบาบางลงด้วยความคึกครื้นของเด็ก ที่มาตกปลานั่นเอง แต่น่าเศร้าเมื่ออธิการวิจารณ์ต้องจากโลกนี้ไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทำให้บ่อวิเชียรขาดคนดูแล ความน่ากลัวจึงเข้าครอบงำบ่อน้ำนั้นอีกครั้ง

ปัจจุบัน บ่อวิเชียรได้รับสถาปนาขึ้นเป็น “บ่อนักบุญหลยุส์”หรือบ่อหลุยส์ ไม่รู้ทำเพื่อลบล้างอาถรรพ์หรือจาลบความกลัวออกจากใจของเด็กเป็นแน่ แต่ขณะนี้น้ำในบ่อก็แห้งขอดลงมาก คงไม่มีเด็กคนไหนโดดไปจมน้ำตายหรอก คงหัวกระแทกก้นบ่อตายมากกว่า

ชาตรี เด็กชาย อายุ ๑๒ เรียน ม.๑ เป็นเด็กไร้ความหมาย พ่อของเขาได้ส่งไปเรียนที่สายชลวิทยา จังหวัดชลบุรี อย่างฉุกละหุก เพื่อที่ชาตรีจะได้พ้นไปจากบ้านไกลไปเสียจากพ่อ เพราะชาตรีรู้ความลับของพ่อทั้งหมด เพื่อนของชาตรีได้พูดคุยเรื่องผีในโรงเรียนและเรื่องครู ในตอนกลางคืนชาตรีรู้สึกปวดฉี่ขึ้นมา พอฉี่เสร็จชาตรีได้ยินเสียงอะไรบางอย่างเหมือนมันเคลื่อนที่ได้ แต่พอเข้าไปแล้วประตูล็อก ชาตรีตกใจมาก จนสักพักประตูก็เปิดได้ ชาตรีวิ่งหนีไปหอพักจนเขารู้สึกกลัวมาก แล้วชาตรีก็ได้พบกับ วิเชียร เพื่อนร่วมห้องที่ดูเหมือนจะรู้อะไร ๆ ในโรงเรียนไปเสียทุกอย่าง และแล้วมิตรภาพระหว่างเพื่อนทั้ง ๒ ก็ก่อตัวขึ้น ก่อนที่พบว่าแท้ที่จริงแล้ว วิเชียร ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา แต่เมื่อเวลาผ่านไป ดูเหมือนว่าชาตรีก็เริ่มผูกมิตรกับวิเชียรได้ เพราะว่าทั้งสองคนเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือ “ไม่มีใครเห็นว่ามีตัวตน” อย่างตอนที่ชาตรีคิดจะทำอะไรแผลง ๆ เพื่อถอดวิญญาณมาช่วยวิเชียร วิเชียรก็พูดว่า “สัญญากับฉันสิ ว่าจะไม่ทำอะไรบ้า ๆ เพื่อช่วยฉัน ชาตรี สัญญากับฉันสิ” ชาตรีไม่ตอบ กลับยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นจนถึงเวลา 6 โมงเย็น มันคือ เวลาตายของวิเชียร แต่วิเชียรต้องกลับไปที่สระว่ายน้ำนั้น เพื่อลิ้มรสความทรมานจากการจมน้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกวัน ชาตรีเจ็บปวดมากที่ได้เห็นวิเชียรทรมานแบบนั้น แต่ตัวเขากลับได้แต่ยืนมอง แตะต้องอะไรวิเชียรไม่ได้ จนในที่สุด ชาตรีก็ไปดมสารอีเทอร์ มากเกินขนาด จนในที่สุดวิญญาณก็หลุดออกจากร่าง แล้วชาตรีก็ไม่คิดจะเหลียวมองดูร่างของตนเองเลยแม้แต่น้อย เขาวิ่งไปทางสระว่ายน้ำนั้นโดยไม่สนใจอะไรอีกแล้ว และชาตรีก็ช่วยวิเชียรขึ้นมาจากสระจนได้ และต่อจากนั้นเอง ที่วิเชียรลาชาตรีไปเกิด แค่ลากันสั้น ๆ แต่สายตาสื่อความหมายว่าทั้งสองคนผูกพันกันมากมายเพียงใด

โครงเรื่อง (Plot) 

ภาพยนตร์เรื่อง เด็กหอ มีการเปิดเรื่องได้น่าสนใจ คือเปิดเรื่องโดย พ่อของชาตรีได้พาชาตรีให้ไปอยู่ที่โรงเรียนประจำ ถือได้ว่าเป็นเหตุที่ทำให้ชาตรีไปพบกับวิเชียร และความลับที่ครูปราณีเก็บซ่อนเอาไว้รวมถึงเรื่องราวที่ไม่คาดคิดในโรงเรียน ดูหนังไทย จนเกิดเป็นมิตรตราภาพ และความประทับใจ ระหว่างชาตรี วิเชียร และเพื่อน ๆ ในโรงเรียน

ความขัดแย้ง (Conflict) 
ชาตรี เป็นคน ได้ไปเป็นเพื่อนกับ วิเชียร ที่เป็นผี โดยที่ชาตรีไม่รู้มาก่อน จนเมื่อชาตรีรู้ความจริงว่า วิเชียรไม่ใช่คนแต่ชาตรีก็ยังอยากเป็นเพื่อนกับวิเชียร จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการสืบหาการตายของวิเชียร และทำให้ตัวของชาตรีนั้นต้องช่วยเหลือวิเชียร จึงทำให้ได้รับรู้ถึงความลับของเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในโรงเรียน และยังทำให้ครูปราณีเลิกโทษตัวเองว่าตนเป็นสาเหตุที่ทำให้วิเชียรตาย ถือว่าเป็นการเล่าเรื่องที่ไม่ซับซ้อน แต่ผู้กำกับนำเสนอมาได้อย่างน่าสนใจ
ตัวละคร (Character) 
ตัวละครในภาพยนตร์เรื่องนี้ ถือว่าเป็นตัวละครที่มีมิติโดยที่ผู้กำกับได้นำเสนอแง่มุมต่าง ๆ ของตัวละครไว้อบย่างเห็นได้ชัด เช่น ตัวละครครูปราณี ที่ดูน่ากลัวและมีความเข้มงวด แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งตัวละครครูปราณีนั้นก็มีความอ่อนโยน และรักลูกศิษย์มาก บวกกับเหตุการณ์ที่วิเชียรตาย จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ครูปราณีต้องเข้มงวด

แก่นเรื่อง (Theme)
แนวคิดหลักของภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ที่ มิตราภาพที่แม้แต่ความตายก็ไม่อาจทำให้ความเป็นเพื่อนระหว่างชาตรี กับวิเชียร ต้องจบลงแต่กลับเป็นการเพิ่มความผูกพันธ์ขของมิตราภาพระหว่างชาตรี และวิเชียร
ฉาก (Setting) 
ฉากในภาพยนตร์เรื่องนี้ส่วนใหญ่อยู่ที่ในโรงเรียนประจำแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี โดยส่วนใหญ่จะเป็นฉากตอนกลางคืน หรือหากเป็นฉากตอนกลางวันก็จะมีโทนสีหม่น ๆ เพื่อสร้างบรรยากาศในแบบของหนังสยองขวัญ

สัญลักษณ์ (Symbol) 
สัญลักษณ์ทางภาพที่ผู้กำกับต้องการสื่อความหมายอย่างชัดเจนในภาพยนตร์เรื่องนี้คือ สระน้ำ เป็นสถานที่ที่วิเชียรได้เสียชีวิต เป็นเหมือนจุดเริ่มต้น และเป็นเหมือนหนทางในการแก้ปัญหาของเรื่อง และสัญลักษณ์ทางเสียง คือ คือเสียงเพลงจากแผ่นเสียงครูปราณีที่ครูปราณีเปิดฟังเพื่อตอกย้ำว่าตนเป็นสาเหตุที่ทำให้วิเชียรเสียชีวิต

มุมมองในการเล่าเรื่อง (Point of View) 

มุมมองการเล่าเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้ จัดอยู่ในประเภทของมุมมองบุคคลที่สาม โดยมีชาตรีเป็นคนดำเนินเรื่อง ซึ่งผู้กำกับค่อย ๆ สร้างปมปริศนาไว้ให้คนดูได้คิด และมาเฉลยในตอนท้าย


เด็กหอ
ตรงข้ามกับ วิเชียร ที่ความโดดเดี่ยวของเขาเกิดขึ้นจริง เขาถูกรังเกียจหวาดกลัวจากคนอื่น เพราะ สถานภาพ ผี ที่เขาเป็นอยู่ เขาไม่สามารถหลุดพ้นกับการวนเวียนอยู่ในชาติภพนี้โดยไม่อาจหลุดพ้นไปไหน ความเป็นผี ของวิเชียร ก็เปรียบได้เหมือนปมด้อยของเด็กๆหลายคนทุกวันนี้ มันทำให้ผมนึกถึงเพื่อนสมัยเรียนที่ถูกแกล้ง ถูกล้อไม่มีเพื่อนคบ เพราะตัวเองตัวเตี้ย มีความพิกลพิการ ฯลฯ น่าเสียดายที่ภาพลักษณ์ภายนอกเหล่านี้ถูกนำขึ้นมาเป็นตัวขัดขวางมิตรภาพ เพราะหากต่างฝ่ายต่างเปิดใจเข้าหากัน ก็จะพบว่า โลกนี้จะเลวร้ายอ้างว้างเพียงใด ขอเพียงมีเพื่อนสักคนที่เข้าใจ เราก็สามารถอยู่ในโลกใบนี้ได้อย่างมีความสุข

วิเชียร บอกประโยคหนึ่งที่น่าคิดว่า ผี ก็เหมือนกับ คนที่โดดเดี่ยว ตรงที่ ทั้งคู่เป็นการมีชีวิตอยู่อย่างเหมือนไม่มีตัวตน คนในสังคมเราทุกวันนี้ต่างมีชีวิตกันเบียดเสียดเดินชนกันทุกวี่วัน แต่สำหรับบางคนมันก็ยังทำให้เหมือนอยู่เพียงลำพัง ไม่มีใครสนใจใครจนไม่ต่างอะไรกับชีวิตที่ไร้ตัวตน

ความเป็นผีของวิเชียร ทำให้เขาถูกตัดขาดจากโลกมนุษย์ ถ้าจะมีใครมองเห็นก็กลัวหรือหนีหาย เขาจึงมีชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยว หากย้อนกลับไปตอนมีชีวิต ความเป็นคนของวิเชียรก็ไม่ได้รับความสนใจเช่นเดียวกัน เมื่อถูกทิ้งไว้ให้ตายกลางสระว่ายน้ำ ผลจากเหตุการณ์นั้นทำให้ทุกหกโมงเย็นเขาต้องกลับจมน้ำตายในสระครั้งแล้วครั้งเล่าทุกวัน

เพื่อน คือ สิ่งที่ทำให้ การอยู่อย่างไม่มีตัวตนของ ชาตรี และ วิเชียร มี ตัวตน

สิ่งที่ช่วยปลดปล่อยวิเชียรจากความโดดเดี่ยวและเวียนวนในความตายคือ มิตรภาพที่ได้รับจากชาตรี และ สิ่งที่เปิดประตูชาตรีจากการกักขังตัวเอง คือ มิตรภาพที่เขาได้รับจากวิเชียร

ผลดีที่ส่งต่อตามมาคือการสามารถปลดครูปราณีออกจากความเข้าใจผิดที่ติดอยู่กับแผ่นเสียงตกร่องและความรู้สึกผิดมาหลายปี และ ปลดปล่อยตัวเองจากความโกรธที่ขวางกั้นของชาตรีกับพ่อไว้ด้วยกัน

พล็อตที่มีอยู่ในมือทำให้ เด็กหอ ถีบตัวเองออกจาก หนังผี ทั่วๆไป เป็นหนังดราม่าที่มีผีอยู่ในเรื่อง ต้องชมคนที่คิดพล็อตเรื่องนี้ขึ้นมา การผูกโยง ความมีตัวตน + มิตรภาพ +ผี +ความผิดในใจ และ การก้าวข้ามผ่านวัย(coming of age) เข้าไว้ด้วยกันโดยไม่ทิ้งน้ำหนักไว้ที่ไหนจนมากเกิน หนังฉีกตัวเองออกไปจากแนวหนังซ้ำๆที่มีมาในช่วงหลังๆนี้ อารมณ์ของหนังทำออกมาได้อย่างนุ่มนวลแฝงอารมณ์ขันที่ใส่อยู่เป็นระยะๆ

พล็อตหรือโครงเรื่องที่แข็งแรงนี้พอพล็อตถูกขยายออกมาเป็นบทหนัง หลายจุดที่ทำให้ผมยังรู้สึกว่ามันอธิบายได้ไม่ดีพอ ตัวอย่างพล็อตรองในส่วนความสัมพันธ์พ่อ – ลูก เป็นส่วนที่ผมชอบมาก เสียดายที่การคลี่คลายความสัมพันธ์ของพ่อกับชาตรีที่ให้ทั้งสองคนกลับมาดีกันได้อย่างด่วนสรุปง่ายๆเกินไป และ ไร้คำอธิบายเหมือนด่วนสรุปเพื่อจะจบเรื่องราว ประเด็นอื่นๆ เช่น หลังกระต่ายตายแล้วฟื้นเสร็จจู่ๆชาตรีก็วิ่งไปที่สระว่ายน้ำ หรือ จะเป็นตอนท้ายที่เพื่อนๆอยู่ๆก็รู้วิธีช่วยชาตรีกันขึ้นมาเองเฉยๆ ฯลฯทั้งหลายทั้งหมดนี้มันเกิดจากตัวละครคิดขึ้นมาได้เอง ซึ่งดูขาดความน่าเชื่อถือไปพอสมควร หนังขาดจุดเชื่อมโยงที่ดีในการอธิบายเหตุและผลของการกระทำ

การเล่าเรื่องของหนังทำได้ไม่คงเส้นคงวา หากเหมือนรถก็เหมือนรถที่บางช่วงขับเคลื่อนเดินไปข้างหน้า แต่บางช่วงรถก็จอดอยู่กับที่เฉยๆชวนให้ง่วง บางช่วงขับช้า(ช่วงแรกๆ ช่วงหนังที่ฉายบนจอในเฉลิมกว้าง)บางช่วงขับเร็ว(ช่วงท้ายที่อยู่พระเอกคิดได้วิ่งไปช่วยเพื่อนที่สระ ช่วงคลี่คลายตอนท้ายในหลายๆเหตุการณ์) บางช่วงที่หนังเหมือนจับเอาฉากสวยๆหลายฉากมาต่อกันแต่ดูแล้วมันไม่ต่อเนื่อง ซึ่งมีผลกับอารมณ์ของหนังด้วยที่ผมเองรู้สึกว่าหลายฉากที่ซาบซึ้งกินใจแต่มันไม่ปะติดปะต่อกันตลอดเรื่อง

อย่างไรก็ดี เด็กหอ เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า หากผู้สร้างใส่ใจในรายละเอียดทุกด้าน จุดอ่อนหลายจุดก็สามารถถูกลืมๆไปได้ ยิ่งถ้าคนดูสามารถอินไปกับอารมณ์ของหนัง สิ่งที่ดึงคนดูไปได้จนจบคืออารมณ์ของหนังนั่นเอง

ผู้กำกับ ทรงยศ สุขมากอนันต์ (ศิษย์เก่าโรงเรียนในหนัง ผมเองก็ได้แต่สงสัยจังว่าเป็นรุ่นพี่หรือรุ่นน้องของตัวเอง) หนึ่งในทีมผู้กำกับ ‘แฟนฉัน’ แยกมากำกับเดี่ยวเป็นเรื่องแรก ยังคงสืบทอดเอกลักษณ์นี้ต่อเนื่องมาได้ไม่แพ้ เพื่อนสนิท ที่เป็นงานกำกับเดี่ยวของทีมเดียวกัน นั่นคือ หนังแสดงให้เห็นได้ชัดเจนถึงการเอาใจใส่ในรายละเอียด ประณีตในตัวงาน เช่น การถ่ายภาพและบันทึกเสียงที่โดดเด่นมาก การคัดตัวนักแสดงเล่นกันได้ดี น้องแน็คจากแฟนฉันยังคงมือไม่ตก เช่นเดียวกับ จินตหรา สุขพัฒน์ ที่มารับบทคุณครูผู้มีความหลังลึกลับ ที่เด่นเป็นพิเศษคือเด็กหนุ่มที่มารับบท วิเชียร ซึ่งสีหน้าแววตาเล่นออกมาได้มีมิติกว่าน้องแน็คเสียด้วยซ้ำ  รวมถึงบทพ่อของชาตรีที่ออกมาไม่มากก็เล่นได้ดี

ตัวหนังที่ออกมาในแนวดราม่า + การก้าวข้ามผ่านวัย เป็น อีกหนึ่งหนังไทยแนวนี้ที่หายไปนาน และ การมาของเด็กหอ ถือว่าให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจแถมมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยการผนวกความเป็นหนังผีเข้าไปด้วย เพียงแต่ว่า จากหนังตัวอย่างที่เสนอตัวเองเป็นหนังผีเต็มตัว อาจทำให้คนดูที่คาดหวังประมาณอารมณ์สยองขวัญสั่นประสาทต้องผิดหวัง ฉากชวนตกใจจากผีหลอกออกเท่าที่เห็นในหนังตัวอย่างไม่มากไม่น้อยไปกว่านั้น

ส่วนดราม่าของหนังทำออกมาได้ดีมากในหลายฉากหากมองเป็นฉากๆไป โดยเฉพาะคนดูยิ่งถ้าเคยมีประสบการณ์ร่วมเหมือนในหนังแล้วจะพบว่าหนังถ่ายทอดอารมณ์ชวนให้ถวิลหาอดีตได้ดีเหลือเกิน แค่ฉากนั่งบนแท้งค์น้ำตอนท้ายกับเพื่อนๆมันก็ทำให้ผมเหมือนตัวเองเด็กลงไปเป็นช่วงเวลานั้นอย่างไม่รู้ตัว ส่วนบรรยากาศผีออกหลอกหลอนที่มีอยู่น้อยในหนังนั้นก็น่ากลัวมิใช่เล่น แต่หากผู้กำกับคิดจะไปกำกับหนังผีเต็มตัว คงจะดีหากหนังลดความจงใจใส่พิรุธ หรือ ลดการใส่ความน่าสงสัยเกินเหตุเข้าไปในหนัง แล้วให้หนังเล่าไปข้างหน้าอย่างเนิบช้าด้วยตัวมันเอง ตัวอย่างที่หนังจงใจเช่น สีหน้าสาวใช้ตอนเอาของขึ้นท้ายรถ สีหน้าของน้องแน็คที่ดูลึกลับตลอดเวลา สีหน้าวิเชียรที่ตกใจตอนมองไม่เห็นใคร (ไม่รู้จะตกใจเพื่ออะไรเพราะตัวเองก็รู้ตัวอยู่แล้วว่าเป็นผี)  ฯลฯ มันทำให้เดาได้ง่ายเกินไปและดูไม่เป็นธรรมชาติ

Previous Post Next Post

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *