รู้หรือไม่? การทำ IF ช่วยให้หัวใจแข็งแรงมากขึ้นนะ

ของการเริ่มต้น “ใช้การอดอาหารในผู้ป่วยโรคอ้วน” ซึ่งผลปรากฏก็พบว่า ทำให้ น้ำหนักตัวลดลง ภาวะเบาหวานดีขึ้น โรคหัวใจดีขึ้น ความดันดีขึ้น และมีแนวโน้มที่จะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงขึ้นกว่าปกติในทุกๆ ด้าน

ดีต่อ “หัวใจ” อย่างไร เมื่ออดอาหารด้วยวิธี IF?
หากจำเพาะเจาะลงไปที่ “หัวใจ” แล้ว “การทำ IF” ก็ถือเป็นแนวทางในการดูแลและป้องกันตัวเองจากภัยร้ายของโรคหัวใจได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

ช่วยทำให้ Heart Rate Verbality ดีขึ้น ซึ่งเมื่อระบบประสาทอัตโนมัติดี ก็จะช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจได้ดี ส่งผลให้หัวใจทนต่อการขาดเลือดได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว
เมื่อการอดอาหารทำให้ร่างกายมีความแข็งแกร่ง น้ำหนักตัวลดลง มีความอดทนมากขึ้น จึงส่งผลให้หัวใจทำงานเบาลง โอกาสในการเกิดหัวใจล้มเหลวจึงลดน้อยลงตามไปด้วย
กล่าวโดยสรุปก็คือ การทำ “Intermittent Fasting” เหมือนเป็นการไปป้องกัน “สาเหตุ” ของการเกิดโรคหัวใจต่างๆ รวมถึงยังช่วยปรับสภาพร่างกายให้มีความสมดุลมากขึ้น มีระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ไขมันในเลือดต่ำลง ความดันโลหิตดีขึ้น ซึ่งทุกปัจจัยนั้นล้วนส่งผลดีต่อหัวใจ ทำให้สุขภาพหัวใจเราแข็งแรงมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

ทำ IF อย่างไร ถึงจะปลอดภัยและได้ผลดีที่สุด?
“การอดอาหาร” จะมีประโยชน์ต่อร่างกายจริงๆ ก็ต่อเมื่อเราทำอย่างถูกวิธีเท่านั้น โดยการอดอาหารในแบบของ “Intermittent Fasting” ก็มีอยู่ด้วยกันหลากหลายรูปแบบ แต่ที่นิยมกันมากที่สุด จะแบ่งออกเป็น 3 สูตร 3 แบบ ให้เลือกปรับใช้ได้ตาม Lifestyle และความสามารถของแต่ละบุคคล ดังต่อไปนี้

แบบ Alternate Fasting
เป็นสูตรที่เรียกว่า “อดมื้อ กินมื้อ” ใช้การอดแบบสลับวัน โดยวันนี้ทานอาหารตามปกติ วันรุ่งขึ้นทานอาหารตามช่วงเวลา 6-8 ชั่วโมง อดอาหาร 10-16 ชั่วโมง และวันถัดไปก็ทานตามปกติ สลับกันไปเรื่อยๆ

แบบทำทุกวันสม่ำเสมอ
เป็นสูตรที่ได้รับความนิยมมากที่สุด และจากผลการวิจัยก็ถือเป็นสูตรที่ได้ผลลัพธ์ที่ดี คือ ทานอาหาร 6-8 ชั่วโมง และอดอาหาร 10-16 ชั่วโมง ทุกๆ วัน ซึ่งจะยากกว่าสูตรแรก ดังนั้น หากยังไม่สามารถทำสูตรที่ 2 นี้ได้ไหว ก็ให้ย้อนกลับไปฝึกแบบสูตรแรกก่อน

แบบ 5:2
เป็นสูตรที่เน้นการเลือกรับประทานอาหารที่มีแคลอรี่น้อย แต่ไม่ได้ทำทุกวัน เพราะร่างกายอาจอ่อนเพลียเกินไป ซึ่งที่นิยมกันมากที่สุดเลยคือ ทานอาหารแคลอรี่ปกติ 5 วัน และอีก 2 วันทานอาหารแคลอรี่น้อยๆ ซึ่งควรทานอยู่ที่ประมาณ 500-1,000 แคลอรี่ ซึ่งวิธีนี้ถือว่ามีความยากและซับซ้อน ที่ต้องคำนวณการนับแคลอรี่ให้ดี แต่ถ้าทำได้ และทำติดต่อกันไปยิ่งต่อเนื่องนานเท่าไร ก็ยิ่งได้ประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น อ่านเพิ่มเติม

Previous Post Next Post

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *