ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ (2547) ย้อนมองหนังผีสะท้อนสังคม

ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ เป็น หนังสยองขวัญของ GTH กำกับโดยบรรจง ปิสัญธนะกูลและภาคภูมิ วงศ์ภูมิ ทำรายได้ไปกว่า 107.1 ล้านบาทในปี 2547 และได้ไปฉายมากว่า 30 ประเทศทั่วโลก

หนังเรื่องนี้ให้มากกว่าความระทึกขวัญและความสนุกสนานในการรับชม เพราะนอกจากบทที่เฉียบคมและนักแสดงที่มากฝีมือแล้ว ตัวหนังยังมีความละเอียดในการดำเนินเรื่อง กระตุ้นความสงสัยใคร่รู้และสอดแทรกสัญญะอีกมากมายเข้ามาอย่างแยบยล “ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ” จึงเป็นหนึ่งในหนังผีที่ดีที่สุดในประเทศไทยที่อยากให้ได้ดูกัน

เรื่องย่อ

“ธรรม์” (อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม) เป็นช่างภาพหนุ่มคนหนึ่งที่คบอยู่กับ “เจน” (ณัฐฐาวีรนุช ทองมี) วันหนึ่งทั้งคู่ขับรถไปชนหญิงสาวคนหนึ่งก่อนที่จะตัดสินใจขับหนีไป  ดูหนังออนไลน์ไทย หลังจากนั้นทั้งคู่เริ่มพบเหตุการณ์แปลกประหลาด ธรรม์พบว่ารูปถ่ายของเขามีเงาสีขาวติดมาและมีใบหน้าคล้ายผู้หญิงอยู่ในนั้น ภาพถ่ายเหล่านั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ธรรม์และเจนต้องเผชิญกับเรื่องราวไม่คาดฝันและค้นพบความลับที่ซ่อนอยู่

สีแดง

ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ

หลายครั้งเมื่อพูดถึง “สีแดง” หลายคนก็จะนึกถึงความรักหรือความร้อนแรง แต่สีแดงยังหมายถึง “อันตราย” ได้เช่นเดียวกัน และในบางครั้งความรักก็มาพร้อมกับอันตรายที่เราไม่คาดคิด ดังนั้นชัตเตอร์จึงหยิบสีแดงมาใช้สื่อความหมายตลอดเรื่อง

เราจะเห็นตั้งแต่เครดิตเปิด มีภาพถ่ายมากมายปรากฏขึ้นมาให้เห็น ถ้าดูกันตรง ๆ ก็เหมือนภาพถ่ายที่กำลังถูกล้างในห้องล้างรูปของพระเอก แต่มองอีกแง่มันก็ไม่ต่างอะไรจากภาพที่เปื้อนเลือด ภาพความทรงจำเหล่านั้นซ่อนสิ่งที่อันตรายเอาไว้อยู่และมันกำลังจะถูกเปิดเผยออกมา เครดิตเปิดนี้ยังใช้เสียงลั่นชัตเตอร์ประกอบในเสียงดนตรีด้วย ทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนบ่งบอกว่ากล้องและภาพถ่ายนี่แหละจะเป็นตัวการสำคัญในเรื่อง

เครดิตเปิดนี้เป็นลางบอกเหตุให้ผู้ชมได้เฝ้ามองถึงอันตรายที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น

การจับตามอง

         ตลอดทั้งเรื่องเราจะรู้สึกเหมือนกำลังถูกจับตามองจากใครบางคนอยู่ ทั้งการใช้มุมกล้อง การจัดเฟรม รวมไปถึงการใช้สัญลักษณ์ต่าง ๆ เป็นตัวแทนสายตาที่กำลังจับจ้องธรรม์อยู่

ตุ๊กตาห้อยรถนี้ก็เป็นอีกตัวแทนหนึ่ง ตอนที่ธรรม์และเจนขับรถชนผู้หญิงในตอนแรก ภาพซูมเข้าไปที่ตุ๊กตาเป็นครั้งแรกและจะเห็นว่ามันกำลังแสดงสีหน้าหัวเราะเยาะอยู่ ราวกับกำลังสะใจและต้องการสาปแช่งใครบางคน ตุ๊กตาตัวนี้เปรียบเสมือนสายตาของเนตรที่กำลังมองสถานการณ์ทุกอย่างอยู่ตลอดเวลา

หลังจากนั้นในฉากถัดมา ตุ๊กตาตัวนี้ยังอยู่ที่เดิม แต่เราจะเห็นว่ามันหันหน้าไปทางธรรม์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญหรือจงใจ ยิ่งช่วยตอกย้ำว่ามีใครหรืออะไรบางอย่างกำลังจับตามองธรรม์อยู่

         หุ่นกระบอกหน้าตาหลอนประสาทในบ้านธรรม์ก็เหมือนกัน ทั้งเก่าคร่ำครึ ทั้งให้ความรู้สึกขนลุก ก็กำลังแอบมองการกระทำของเขาอยู่เช่นเดียวกัน

สัญญะและลางบอกเหตุ

         ภาพและเสียงหลาย ๆ ช่วงที่ปรากฏขึ้น บางครั้งเราก็ไม่ได้ใส่ใจ จนกระทั่งมันเกิดขึ้นซ้ำหรือมีอะไรมาตอกย้ำ หนังเรื่องนี้ก็ใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน
        ฉากนี้ธรรม์กำลังนั่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์ที่เปิดรายการสารคดีสัตว์โลกอยู่ ดูผิวเผินแล้วคงไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่มันกลับเป็นสารคดีการผสมพันธ์ุของตั๊กแตนที่อธิบายว่าระหว่างที่พวกมันผสมพันธุ์นั้น ตัวเมียจะกินหัวตัวผู้จนขาดและตายไปในที่สุด! ภายหลังเราก็จะกล้องจับภาพตั๊กแตนตัวเป็น ๆ อีกครั้งก่อนที่จะเห็นภาพรถของธรรม์เคลื่อนเข้ามา
        ตั๊กแตนบอกอะไรเราบ้าง?
        ธรรม์ก็เหมือนตั๊กแตนตัวผู้ ส่วนเนตรก็เหมือนตั๊กแตนตัวเมีย หลังทั้งคู่พลอดรักกัน ตัวเมียก็จะฆ่าตัวผู้ตาย แม้ว่าธรรม์จะไม่ได้จบชีวิตอย่างตั๊กแตนตัวผู้ แต่การมีชีวิตอยู่ของเขาต่อจากนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการตายทั้งเป็น
        อีกฉากหนึ่งคือตอนที่ธรรม์วิ่งหนีจากเนตร ทำไมเขาวิ่งวนเท่าไร ๆ ก็กลับมาอยู่ที่ชั้น 4
        ทำไมต้องเป็นเลขนี้?
        เดิมทีมีความเชื่อกันว่าเลข 4 ออกเสียงเหมือน “ซี้” ที่คล้ายกับคำว่า “ตาย” นอกจากนี้ในภาษาญี่ปุ่น เลข 4 อ่านว่า “ชิ” ที่หมายถึงคำว่า “ตาย” ได้เช่นเดียวกัน

ภาพสะท้อน

        นอกการการใช้ภาพถ่ายหรือกระจกในการเล่าเรื่อง สะท้อนภาพตัวละครและจิตใจภายในแล้ว การถ่ายแต่ละช็อตของหนังเรื่องนี้ล้วนนำไปเชื่อมโยงปะติดปะต่อกันได้ทั้งสิ้น
        ตอนที่เจนเดินเข้าไปในห้องทดลอง ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีแต่ขวดแก้วที่เต็มไปด้วยสัตว์ดองและสัตว์สต๊าฟ เช่นเดียวกับตอนที่เดินขึ้นบันไดบ้านเนตรไปแล้วพบกับขวดฟอร์มาลินเต็มไปหมด หนังกำลังสื่อกับเราว่าเนตรก็ไม่ต่างอะไรจากสัตว์เหล่านั้นเลย ศพของเธอยังถูกเก็บไว้ในบ้านเหมือนสัตว์ที่ถูกจองจำอยู่ในขวดโหลพวกนั้น
        
        ภาพด้านซ้ายคือสิ่งที่กล้องจับในตอนแรก ทำให้เกิดความคลุมเครือ เคลือบแคลงสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ สายตาพยาบาลที่ขมวดคิ้วและบอกให้ลงจากเครื่องชั่งมันหมายความว่าอะไร ทำไมเณรถึงมองธรรม์แบบนั้น เรายังไม่ได้รับคำตอบจนกระทั่งตอนท้ายของเรื่อง ภาพฝั่งขวาคือภาพอีกมุมที่เฉลยทุกอย่าง ที่พยาบาลมองแบบนั้นเพราะน้ำหนักธรรม์ขึ้นไปถึง 120 กิโลกรัม และเณรมองอย่างหวาดกลัวเหมือนเห็นอะไรบางอย่างอยู่กับธรรม์ แค่เปลี่ยนมุมมองก็ทำให้ผู้ชมเข้าใจอะไรหลายอย่างแล้ว ตรงนี้หนังทำออกมาได้ดีมาก
ผีและการกดขี่ทางเพศ
        อีกอย่างคือภาพการขี่หลังในความทรงจำกับภาพที่เนตรมาเกาะธรรม์ในลักษณะนั้น มันคือภาพสะท้อนที่ผู้ทำใส่มาให้เห็น ซึ่งไม่ใช่ลักษณะปกติที่สามารถเห็นได้ของผีในหนังเรื่องอื่น เพราะเนตรสัญญาว่าจะอยู่กับธรรม์ตลอดไปและเธอก็ทำตามสัญญานั้นจริง ๆ

ผีและการกดขี่ทางเพศ

        ผีในเรื่องนี้มีภาพลักษณ์และการเคลื่อนไหวคล้ายผีญี่ปุ่น ผมยาว หน้าขาว ใส่ชุดสีขาว หากเปรียบเทียบแล้วก็คล้ายผีซาดาโกะจากหนังเรื่อง The Ring (2002) เหมือนกันและ The Ring เองก็มีอิทธิพลให้วงการหนังผีในประเทศไทยและหลายแห่งทั่วโลกหันมาเปลี่ยนภาพลักษณ์ผีไปจากเดิม (เช่น ผีปอบ ผีกระหังในประเทศไทย) ไปมีลักษณ์หน้าตาที่เราอยากเรียกว่า typical ผีในสมัยนี้ (ผีก็มี stereotype เหมือนกันหรือนี่)
        อย่างไรก็ตาม เราจะเห็นว่าหนังผีส่วนใหญ่ทั้งในไทยและต่างประเทศมักจะมีผีเป็นผู้หญิง และมันบ่งบอกถึงการกดขี่ทางเพศในสังคม หนังเรื่องชัตเตอร์เองก็เหมือนกัน เนตรถูกข่มขืนและโดนฆ่าตายจากผู้ชาย ทำให้เธอกลายเป็นผีกลับมาแก้แค้น จากเดิมที่อ่อนแอก็กลายเป็นมีอำนาจขึ้นมา การกลับกลายมาเป็นผีนี้เองที่ช่วยดึงความเป็นใหญ่ของเพศหญิงกลับมา

ปัญหาสังคม

        สิ่งที่เราเห็นของคน ๆ หนึ่งอาจไม่ใช่ทั้งหมดของเขา คนเราอยากให้เห็นส่วนไหน ไม่อยากให้เห็นส่วนไหนก็ปกปิดมันได้ ส่วนที่ดีก็อยากให้คนรู้ ส่วนที่ไม่ดีก็อยากเก็บไว้ ธรรม์เก็บเรื่องเหล่านี้จากเจน จากคนดู เราไม่รู้ความลับของธรรม์เลย แต่เรากลับรู้จากเจนและรับรู้จากปากเมื่อธรรม์จนมุมแล้วจริง ๆ เท่านั้น และที่ตลกร้ายไปกว่านั้นคือเขามีชื่อว่า “ธรรม์”
        ชัตเตอร์ไม่ได้เป็นเพียงหนังสยองขวัญ แต่ยังสะท้อนปัญญาสังคมด้วย เนตรถูกข่มขืน ถูกทำร้าย แต่สิ่งที่ธรรม์ทำนอกจากไม่ได้ปกป้องแล้วยังซ้ำเติมอีก ทว่าจะไปโทษธรรม์เสียทั้งหมดก็คงไม่ได้ ธรรม์เป็นตัวละครที่ทั้งน่าโมโหและน่าสมเพชในขณะเดียวกัน เขาไม่ได้อยากให้เรื่องมันเลยเถิดขนาดนี้ แต่เขาโดนบังคับด้วยคำพูดที่ว่า “กูเป็นพี่มึงนะ” การกลัวที่จะเข้ากลุ่มไม่ได้กับคนอื่นในวัยรุ่นเป็นเรื่องธรรมดาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าไม่ทำตามคนหมู่มากก็ไม่มีใครอยากคบ สิ่งที่เรียกว่าลำดับชั้นในสังคมมันมีอยู่จริงและไม่ใช่เรื่องตลก การใช้อำนาจของรุ่นพี่เพื่อข่มขู่รุ่นน้องก็มีให้เห็นบ่อยครั้งในหน้าหนังสือพิมพ์ เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ไม่หมดไปเสียที มันทำลายชีวิตใครต่อใครมานักต่อนักแล้วและเราก็เห็นผลลัพธ์ของการกระทำนั้นในหนังเรื่องนี้
        มุมมองเรื่องการข่มขืนก็เช่นกัน เนตรต้องเผชิญกับความเจ็บปวดทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด เธอเพียงแค่รักผู้ชายคนหนึ่งมากเท่านั้นเอง เธอไม่สมควรได้รับชะตากรรมเช่นนี้ แต่สังคมช่างโหดร้ายและไม่มีใครรู้ว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นกับใคร มันอาจเกิดขึ้นกับเพื่อน พี่น้อง หรือแม้แต้ตัวคุณเองก็ได้
        สิ่งที่เราเห็นคือเรื่องราวทั้งหมดมันไม่ได้จบลงด้วยดี
        ปัญหาเหล่านี้มันไม่หมดไปจากสังคมง่าย ๆ หรอก ภาพยนตร์เป็นเพียงสื่อที่ช่วยสะท้อนและสร้างความตระหนักต่อปัญหาสังคมเท่านั้น แต่ส่วนที่เหลือพวกเราทุกคนคงต้องช่วยกัน
Previous Post Next Post

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *