ลดเสี่ยงอัลไซเมอร์

สร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยอัลไซเมอร์

การดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ควรมีการปรับสิ่งแวดล้อมในการใช้ชีวิตให้เอื้อต่อตัวผู้ป่วย รวมทั้งการสร้างนิสัยและกิจวัตรประจำวันที่ไม่จำเป็นต้องใช้การนึกหรือจำก็อาจทำให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น ข้อปฏิบัติที่สามารถทำตามได้มีดังต่อไปนี้

การออกกำลังกาย เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพและควรปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ไม่เว้นแม้แต่ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ โดยอาจให้ผู้ป่วยเดินเป็นประจำทุก ๆ วันเพื่อปรับอารมณ์ให้ดีขึ้น ส่งผลดีต่อการทำงานของข้อต่อ กล้ามเนื้อ และหัวใจ นอกจากนี้ยังช่วยให้นอนหลับดีและป้องกันอาการท้องผูกได้ด้วย ทั้งนี้ควรมีผู้ดูแลเดินไปพร้อมกับผู้ป่วยและจับตาดูไม่ให้พลัดหลง ส่วนผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านการเดินอาจขี่จักรยานอยู่กับที่หรือออกกำลังกายโดยวิธีนั่งบนเก้าอี้แทน

การรับประทานอาหาร ผู้ป่วยโรคนี้อาจลืมรับประทานอาหาร หมดความสนใจในการรับประทานอาหาร เลือกรับประทานอาหารในสัดส่วนที่ไม่เหมาะสม หรือดื่มน้ำไม่เพียงพอ ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะขาดน้ำและมีอาการท้องผูกได้ จึงควรเสริมการรับประทานอาหารด้วยน้ำปั่นจากผลไม้ผสมนมหรือโยเกิร์ตที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ มีแคลอรีสูง และอาจเพิ่มผงโปรตีนผสมลงไป นอกจากนี้ผู้ดูแลยังควรโน้มน้าวให้ผู้ป่วยดื่มน้ำหลาย ๆ แก้วต่อวัน แต่ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เพราะจะส่งผลให้รู้สึกกระสับกระส่าย นอนไม่หลับ และไปกระตุ้นให้ปัสสาวะบ่อยขึ้น

การใช้ยารักษา

แพทย์อาจสั่งจ่ายยาเพื่อช่วยบรรเทาอาการบางชนิดและชะลอการพัฒนาของโรค โดยยาที่มักนำมาใช้กับผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ระยะแรกไปถึงระยะที่อาการยังไม่รุนแรงคือยากลุ่มโคลีนเอสเทอเรส (Cholinesterase Inhibitor) เช่น โดนีพีซิล กาแลนตามีน และไรวาสติกมีน ทั้งนี้ยาในกลุ่มนี้จะมีประสิทธิภาพการรักษาไม่ต่างกัน เพียงแต่ผู้ป่วยบางรายอาจตอบสนองกับยาชนิดใดชนิดหนึ่งมากกว่าหรือได้รับผลข้างเคียงจากยาน้อยกว่าชนิดอื่น ๆ และหากผู้ป่วยไม่สามารถรับประทานยากลุ่มนี้ได้ก็อาจให้ยาเมแมนทีนแทน ufabet login  ซึ่งยาตัวหลังนี้สามารถใช้รักษาผู้ป่วยอัลไซเมอร์ในระยะท้ายได้เช่นกัน

ยาทางเลือก

ปัจจุบันมีอาหารเสริมและวิตามินหลากหลายชนิดที่มีการโฆษณาอย่างกว้างขวางถึงสรรพคุณในการช่วยส่งเสริมด้านความคิดและความทรงจำ ป้องกันหรือชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์ อย่างไรก็ดี ยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันได้แน่ชัดว่าสารอาหารเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ดังที่กล่าวอ้างหรือไม่ ซึ่งล่าสุดก็มีการวิจัยเกี่ยวกับการรักษาด้วยยาทางเลือกเหล่านี้

  • กรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นสารอาหารที่พบในปลา อาจช่วยป้องกันการเสื่อมถอยทางสติปัญญา ทว่าการวิจัยเกี่ยวกับอาหารเสริมที่ทำจากไขมันปลา ไม่พบคุณประโยชน์ด้านนี้แต่อย่างใด
  • เคอร์คูมิน สมุนไพรที่ทำมาจากขมิ้น มีคุณสมบัติต้านการอักเสบและมีสารต้านอนุมูลอิสระที่อาจส่งผลดีต่อกระบวนการของสารสื่อประสาทในสมอง แต่การวิจัยก็พบว่าสารนี้ไม่ได้มีประโยชน์ในการรักษาโรคอัลไซเมอร์เช่นเดียวกัน
  • แปะก๊วย พืชที่ประกอบด้วยสารหลากหลายชนิด โดยการวิจัยครั้งสำคัญของสถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NIH) ผลปรากฏว่าแปะก๊วยไม่สามารถป้องกันหรือชะลออาการของโรคอัลไซเมอร์ได้
  • วิตามินอี พบว่าไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดอัลไซเมอร์ แต่การรับประทานวิตามินอีวันละ 2,000 หน่วยอาจช่วยชะลอการพัฒนาของโรคในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ได้ อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษายังไม่สามารถยืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ มีเพียงผลการศึกษาบางส่วนที่พบว่าวิตามินอีมีประโยชน์จริง นอกจากนี้ การรับประทานวิตามินอีวันละ 2,000 หน่วยก็ยังต้องมีการพิสูจน์เพิ่มเติมถึงความปลอดภัยหากนำมาใช้กับผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม ก่อนที่จะมีการแนะนำให้นำมาใช้อย่างแพร่หลาย

การบำบัดทางจิตของ การดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์

นอกจากการใช้ยา การบำบัดโดยนักจิตวิทยา เช่น การกระตุ้นสมอง ก็อาจช่วยปรับปรุงความสามารถด้านความทรงจำ ความสามารถทางภาษา และทักษะการแก้ปัญหาได้ รวมทั้งการบำบัดทางจิตวิทยาด้านอื่น ๆ เช่น การบำบัดด้วยการปรับปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม ดนตรีบำบัด ศิลปะบำบัด และการบำบัดด้วยการผ่อนคลาย ที่อาจนำมาใช้ช่วยรับมือกับภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล การเกิดภาพหลอน อาการหลงผิด และพฤติกรรมไม่เหมาะสมที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยได้

สมองเสื่อม

ภาวะแทรกซ้อนของอัลไซเมอร์

การสูญเสียความทรงจำหรือทักษะด้านภาษา การตัดสินใจที่บกพร่องและความสามารถทางสติปัญญาด้านต่าง ๆ ที่ลดลงไปของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์สามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นในกรณีที่มีการรักษาอาการเจ็บป่วยชนิดอื่น เนื่องจากผู้ป่วยโรคนี้อาจไม่สามารถอธิบายถึงอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นกับตัวเอง รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งหรือทำตามแผนการรักษาไม่ได้ หรือไม่อาจสังเกตหรืออธิบายผลข้างเคียงจากการใช้ยาที่เกิดขึ้นกับตนเองให้ผู้อื่นฟังได้

สำหรับโรคอัลไซเมอร์ที่พัฒนาไปถึงระยะสุดท้าย การเปลี่ยนแปลงทางสมองที่เกิดขึ้นจะเริ่มส่งผลกระทบต่อการทำงานของร่างกาย เช่น การกลืน การทรงตัว การควบคุมลำไส้และกระเพาะปัสสาวะ ส่งผลให้ยิ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ตามมา เช่น

  • สะดุดหกล้ม
  • กระดูกหัก
  • แผลกดทับ
  • ภาวะทุพโภชนาการ ภาวะขาดน้ำ
  • สำลักอาหารหรือน้ำลงปอด ปอดบวมหรือเกิดการติดเชื้ออื่น ๆ

การป้องกันโรคอัลไซเมอร์

เนื่องจากสาเหตุการเกิดโรคอัลไซเมอร์ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด จึงยังไม่มีวิธีป้องกันการเกิดโรคได้ อย่างไรก็ตาม ยังพอมีหนทางที่อาจช่วยชะลอการเริ่มต้นของโรค คือการลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ เนื่องจากผู้ป่วยโรคนี้จะยิ่งมีโอกาสเกิดโรคอัลไซเมอร์และโรคสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดตามมา โดยควรปฏิบัติดังต่อไปนี้

  • เลิกสูบบุหรี่
  • ไม่ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินควร
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ในสัดส่วนที่พอเหมาะ โดยเลือกรับประทานผักและผลไม้อย่างน้อยวันละ 5 ส่วน
  • หมั่นออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาที อาจเฉลี่ยเป็นวันละ 30 นาที ใน 5 วันต่อสัปดาห์ ควรเลือกการออกกำลังกายแบบแอโรบิคที่ให้ร่างกายได้ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ซ้ำๆ เช่น ปั่นจักรยาน วิ่งเร็ว จะช่วยให้ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจดีขึ้น
  • ตรวจและควบคุมระดับความดันโลหิต
  • หากป่วยเป็นโรคเบาหวาน ควรควบคุมการรับประทานอาหารและการใช้ยาอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากการลดปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง อีกวิธีป้องกันที่อาจได้ผลก็คือการฝึกการทำงานของสมอง โดยมีงานวิจัยจำนวนหนึ่งพบว่าผู้ที่ฝึกตนเองให้มีความกระฉับกระเฉงด้านร่างกาย ความคิด และทักษะทางสังคมเป็นประจำและสม่ำเสมอ หรือผู้ที่มีกิจกรรมหรืองานอดิเรกที่หลากหลาย อาจมีโอกาสเกิดโรคสมองเสื่อมน้อยลง โดยกิจกรรมที่น่าจะมีส่วนช่วย ได้แก่ การอ่านหนังสือ การเขียนเพื่อสุนทรียภาพของตนเอง การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ การเล่นดนตรี เล่นเทนนิส ตีกอล์ฟ ว่ายน้ำ การเล่นกีฬาเป็นทีม และการเดิน

Previous Post Next Post

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *